รถสตาร์ทติดยาก ใช้เครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถ หรือเครื่องจั๊มพ์สตาร์ท? - Aprtech

รถสตาร์ทติดยาก ต้องใช้เครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ หรือเครื่องจั๊มพ์สตาร์ทดี?

Last updated: 2020-11-24  |  2604 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องเครื่องชาร์จแบตรถยนต์กับเครื่องจั๊มสตาร์ท อยากให้ทุกคนเข้าใจระบบการสตาร์ทรถยนต์กันก่อน เพื่อให้เข้าใจ และตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่ารถของคุณควรใช้ครื่องชาร์จแบตรถยนต์ หรือเครื่องจั๊มสตาร์ทดีกว่ากัน

 

 

 

ระบบการสตาร์ทรถยนต์

 

จะมีอุปกรณ์ที่เป็นหัวใจหลัก ๆ ในการสตาร์ทอยู่ด้วยกัน 3 อย่าง ซึ่งประกอบไปด้วย ไดสตาร์ท, ไดชาร์จ และแบตเตอรี่

  1. ขั้นแรกจะมีอุปกรณ์ที่ชื่อว่า ไดสตาร์ท หรือที่เรียกว่า มอเตอร์สตาร์ท (Starter Motor) อุปกรณ์นี้จะทำหน้าที่ในการสตาร์ทรถยนต์ตามชื่อเรียกของมัน โดยจะทำงานผ่านสวิตช์สตาร์ทหรือก็คือกุญแจ โดยทุกครั้งที่เราบิดกุญแจ ตัวสตาร์ทเตอร์นี้จะเปลี่ยนประจุไฟฟ้าที่อยู่ในแบตเตอรี่มาฉุดให้เครื่องยนต์ของรถทำงาน

  2. เมื่อเครื่องยนต์รถทำงานเรียบร้อยแล้ว ตัวสตาร์ทเตอร์นี้จะหยุดการทำงาน แล้วส่งต่อให้เป็นหน้าที่ของ ไดชาร์จ หรือก็คือ อัลเทอร์เนเตอร์ (Alternator) ในการผลิตไฟฟ้า และจ่ายไฟไปยังระบบต่างๆ ของรถยนต์ไม่ว่าจะเป็น ระบบไฟส่องสว่าง เครื่องปรับอากาศในรถ วิทยุ หรือระบบอื่น ๆ ที่ต้องใช้ไฟฟ้า ในขณะเดียวกัน ไดชาร์จยังแบ่งพลังงานบางส่วนไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ ซึ่งไดชาร์จจะทำงานก็ต่อเมื่อเครื่องยนต์รถทำงานแล้วเท่านั้น

  3. ส่วนแบตเตอรี่รถยนต์ทำหน้าที่สำรองไฟที่ได้รับจากการหมุนของไดชาร์จ และจ่ายไฟไปยังมอเตอร์สตาร์ท เวลาที่เราสตาร์ทรถยนต์

 

สาเหตุที่รถสตาร์ทติดยาก หรือสตาร์ทไม่ติด
 

ส่วนใหญ่แล้วสาเหตุที่รถสตาร์ทติดยาก หรือสตาร์ทไม่ติด มาจากการที่ “จอดรถทิ้งไว้ ไม่ค่อยได้ขับ” เพราะโดยปกติแล้วแบตเตอรี่จะคายประจุไฟออกมาเดือนละประมาณ 40% อย่างที่ได้อธิบายไปตอนต้นว่า ไดชาร์จ ที่ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ แต่ไดชาร์จจะผลิตไฟได้ก็ต่อเมื่อเครื่องยนต์ทำงานเท่านั้น ก็คือการที่เราเอารถยนต์ออกไปขับนั่นเอง

เพราะฉะนั้นรถยนต์ที่จอดอยู่นิ่ง ๆ ในโรงรถ ไม่มีการสตาร์ทรถ เอารถออกไปขับ ไดชาร์จก็ไม่สามารถสร้างไฟฟ้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ได้ ทำให้ประจุไฟในแบตเตอรี่ค่อย ๆ ลดลง จนแบตเตอรี่อ่อน หรือใกล้หมด ทำให้เวลาที่เราสตาร์ทรถ กำลังไฟในแบตเตอรี่ไม่มากพอที่จะทำให้มอเตอร์สตาร์ททำงานได้ เลยทำให้รถสตาร์ทติดยาก หรือสตาร์ทไม่ติดเลยก็มี

แต่ก็มีบางคนที่สงสัยว่า “งั้นแค่จอดรถแล้วสตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้ก็ได้แล้ว” ซึ่งจริงๆ การจอดแล้วสตาร์ททิ้งไว้ แม้จะทำให้ไดชาร์จทำงาน สร้างกระแสไฟไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ได้ก็จริง แต่ว่ารอบเครื่องยนต์ก็ไม่สูงพอที่ไดชาร์จจะปั่นกระแสชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ได้จนเต็ม พูดง่ายๆก็คือ การสตาร์ทรถทิ้งไว้แทบไม่ช่วยอะไร!

 

 

ควรเลือกเครื่องชาร์จแบตรถยนต์ หรือเครื่องจั๊มพ์สตาร์ทดี?
 

การชาร์จแบตรถยนต์ด้วยเครื่องชาร์จ (Car Battery Charger) เหมาะสำหรับคนที่มีรถแต่ไม่ค่อยได้ขับ จอดทิ้งไว้นาน, คนที่มีรถหลายคัน บางคันนาน ๆ ใช้ที หรือไม่อยากเอารถออกไปวนขับให้เสียเวลา หรือแม้กระทั่งคนที่สะสมรถยนต์ก็สามารถนำเครื่องชาร์จไปชาร์จแบตรถยนต์ได้  เพราะการชาร์จแบตรถคือการชาร์จเพื่อเลี้ยงกระแสไฟฟ้าให้แบตเตอรี่เต็มอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับการที่ได้เอารถยนต์ออกไปขับจริง! อีกทั้งยังเป็นการป้องกันแบตเตอรี่เสื่อม ช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ให้มีอายุการใช้งานนานขึ้น

การจั๊มพ์สตาร์ท (Jump Start) เหมาะกับการเอาไว้ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินมากกว่า เช่น รถดับกลางทาง เนื่องจากไฟในแบตเตอรี่ไม่มากพอที่จะทำให้ไดสตาร์ทฉุดเครื่องยนต์ให้ทำงานได้ตามปกติ จึงต้องใช้การจั๊มพ์เพื่อช่วยสตาร์ทเครื่องยนต์ โดยการจ่ายไฟตรงเข้าไดสตาร์ทโดยที่ไม่ผ่านแบตเตอรี่

ทั้งนี้การจั๊มพ์สตาร์ท เป็นเพียงการจั๊มพ์เพื่อให้รถสตาร์ทติดเท่านั้น แต่ประจุไฟในแบตเตอรี่ยังอยู่เท่าเดิม ซึ่งจะเริ่มชาร์จอีกครั้งก็ต่อเมื่อเครื่องยนต์ทำงาน แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และไม่ได้ช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ของรถยนต์อีกด้วย

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณมีรถไม่ค่อยได้ขับจอดทิ้งนาน การใช้เครื่องชาร์จแบตเตอรี่จึงเป็นการดูแลแบตเตอรี่ที่ดีที่สุด โดยไม่ต้องเสียเวลาคอยสตาร์ทรถ หรือ เอารถไปวนขับ การใช้เครื่องชาร์จแบตเตอรรี่นอกจากจะป้องกันรถสตาร์ทไม่ติดแล้ว ยังเป็นการป้องกันแบตเตอรี่เสื่อมที่ต้นเหตุ ช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ให้ได้นานที่สุดเต็มประสิทธิภาพ ไม่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่บ่อยๆ

 

การเลือกเครื่องชาร์จแบตรถยนต์


การเลือกซื้อเครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถทั้งที ไม่ใช่จะใช้เครื่องชาร์จอะไรก็ได้ เพราะหากใช้เครื่องชาร์จแบตเตอรี่ที่ไม่มีคุณภาพอาจเกิดอันตรายได้ นอกจากมีโอกาสทำให้แบตเตอรี่ของคุณบวมหรือเสียแล้ว อาจมีผลต่อระบบไฟในรถ และ กล่อง ECU อันละเอียดอ่อนราคาหลักแสนของรถคุณอีกด้วย ควรเลือกเครื่องชาร์จแบตเตอรี่ที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ได้รับการยอมรับจากผู้ผลิตรถ

ขอแนะนำ CTEK เครื่องชาร์จแบตเตอรี่อัจฉริยะจากสวีเดนรับประกัน 5 ปี


• CTEK เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์การชาร์จอัตโนมัติ 8 ขั้นตอน

• CTEK ได้รับความไว้วางใจ ผลิตให้กับรถยนต์ช้ำนำมากที่สุดในโลก เช่น Mercedes-Benz, Porsche, Rolls-Royce, Lamborghini, Ferrari, McLaren, Bentley, Maserati, BMW, Mini, Audi, Jaguar, Lexus, Koenigsegg, Chrysler, Jeep และอื่นๆ 
• CTEK ได้รับรางวัลเครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ที่ดีที่สุด จากการทดสอบโดยนิตยสาร Auto Express จากประเทศอังกฤษ
• CTEK เป็นผู้นำด้านการชาร์จแบตเตอรี่รถ เป็นบริษัทแรกที่ผลิตเครื่องชาร์จแบตเตอรี่ด้วยระบบอิเลคโทรนิกส์
• CTEK เป็นเครื่องชาร์จแบตเตอรี่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับมืออาชีพ ใช้ในงานโชว์รถมากที่สุดในประเทศไทย เช่น งานมอเตอร์โชว์ งานมอเตอร์เอ็กซ์โป

 


เลือก CTEK รุ่นไหนดี

 

CTEK MXS 5.0 เป็นเครื่องชาร์จแบตเตอรี่อัจฉริยะ CTEK ที่ขายดีที่สุด เพราะใช้ได้ทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์

•ใช้ได้กับแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด 12V ทั้งแบตเตอรี่น้ำ (WET), แห้ง (MF), แคลเซียม (Ca/Ca), เจล (GEL) และ AGM (ไม่รองรับแบตเตอรี่ลิเธียม (LiFePO4))

• เหมาะสำหรับแบตเตอรี่ขนาด 1.2 - 110Ah (ครอบคลุมรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ทุกรุ่น)

• ชาร์จไฟที่กระแสสูงสุด 5A ในโหมดรถยนต์ หรือ 0.8A ในโหมดมอเตอร์ไซค์

• มีระบบสลายซัลเฟตลิขสิทธิ์ และฟื้นฟูสภาพแบตเตอรี่ ช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ที่ยังไม่เสีย

• มีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิเพื่อช่วยปรับกระแสไฟที่ชาร์จเข้าแบตเตอรี่อัตโนมัติ ไม่ให้แบตเตอรี่ร้อนเกินไป

• ตัวเครื่องผ่านมาตรฐาน IP65 สำหรับใช้งานภายนอกอาคาร กันฝุ่น และละอองน้ำ

• ขนาดเล็ก กะทัดรัด ใช้ง่าย ปลอดภัย ตัดไฟอัตโนมัติเมื่อชาร์จเต็ม เสียบชาร์จทิ้งไว้ได้เป็นเดือน

• มีระบบความปลอดภัยที่ปลอดภัยต่อแบตเตอรี่ ต่อรถ และต่อผู้ใช้ เช่นระบบป้องกันการคีบสลับขั้ว ระบบป้องกันการเกิดประกายไฟ

• ทนทาน รับประกันถึง 5 ปี 

• CTEK MXS 5.0 รับประกัน 5 ปี จากราคาปกติ 4,900 ราคาลดพิเศษเหลือเพียง 4,000 บาท คลิกที่นี่เพื่อสั่งซื้อ CTEK MXS 5.0

• CTEK จัดจำหน่ายโดย บริษัท APRTECH ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในไทย