รถยนต์สตาร์ทไม่ติดเกิดจากอะไร? ป้องกันได้อย่างไร? - aprtech

รถยนต์สตาร์ทไม่ติดเกิดจากอะไร? ป้องกันได้อย่างไร?

Last updated: 5 ก.ค. 2565  |  410 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เชื่อว่าปัญหา รถยนต์สตาร์ทไม่ติด ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องน่าปวดหัว ที่คนใช้รถใช้ถนนล้วนไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะถ้ามันเกิดขึ้นแล้วเราอาจจะต้องเสียทั้งเงินและเวลาอันมีค่าไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยปัญหารถสตาร์ทไม่ติดส่วนใหญ่นั้น เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน บ้างก็เป็นปัญหาเล็ก ๆ ที่เกิดจากปัจจัยที่เราคาดไม่ถึง บ้างก็เป็นปัญหาใหญ่ที่เหมือนสัญญาณเตือนให้เรารีบเช็กสภาพรถก่อนสาย ซึ่งจะมีสาเหตุสำคัญอะไรบ้างนั้น เราได้รวบรวมมาไว้ให้แล้วครับ

1. ไดสตาร์ทมีปัญหา

หากเทียบกับชิ้นส่วนอื่น ๆ ภายในรถยนต์ ไดสตาร์ทถือเป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบที่มีอายุการใช้งานค่อนข้างนาน เพราะมันมีหน้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าให้กลายเป็นพลังงานกล เพื่อฉุดให้เครื่องยนต์ติดทำงาน หลังจากบิดกุญแจหรือกดสวิตช์เพื่อสตาร์ทรถ เราจึงมักพบปัญหานี้ในรถยนต์รุ่นเก่ามากกว่ารถรุ่นใหม่ ๆ โดยอาการที่เราสามารถตรวจสอบได้เบื้องต้นเลยก็คือ เวลาที่เราบิดกุญแจเพื่อสตาร์ทรถ ไฟหน้าปัดยังติดครบเป็นปกติ แต่ไม่มีเสียงการทำงานของเครื่องยนต์ใด ๆ ตามมา (อาจมีเสียงแชะ ๆ หรือเสียงผิดปกติดังขึ้น) ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าไดสตาร์ทรถของคุณกำลังมีปัญหา โดยมันสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้

  • มีอายุการใช้งานครบกำหนดตามระยะเวลา (หรือตามอายุของตัวรถ)

  • สายไฟที่ต่อไปยังไดสตาร์ทขาดหรือหลุดเสียหาย

  • แปรงถ่านในไดสตาร์ทหมดหรือใกล้หมด

  • น้ำเข้าไดสตาร์ทจากการที่ขับรถลุยน้ำท่วม ทำให้แปรงถ่านภายในเกิดขึ้นสนิมจนทำให้ไดสตาร์ทไม่หมุนทำงาน

ซึ่งนอกจากปัญหาทางเทคนิคแล้ว พฤติกรรมผิด ๆ ของเจ้าของรถที่ชอบบิดกุญแจแช่ค้างไว้ตอนสตาร์ท ก็อาจส่งผลให้ไดสตาร์ทไหม้ได้อีกด้วย

2. น้ำมันหมด

ในบางครั้งปัญหารถสตาร์ทไม่ติดก็อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยง่าย ๆ ที่คาดไม่ถึงอย่าง น้ำมันหมด หรือ น้ำมันในถังเหลือน้อย ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยและไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร โดยสาเหตุที่เราไม่สามารถสตาร์ทรถได้แม้น้ำมันในถังจะเหลืออยู่น้อย ก็อาจมาจากการที่เราจอดรถในที่ลาดเอียง ทำให้ปั๊มติ๊กไม่สามารถดูดเชื้อเพลิงไปใช้ต่อได้ จึงส่งผลให้รถสตาร์ทไม่ติดนั่นเอง ซึ่งถึงแม้ว่าปัญหานี้จะฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่คนที่ใช้รถเป็นประจำก็ควรสังเกตน้ำมันที่เหลืออยู่ให้ดีว่าเมื่อไหร่ถึงควรเติม เพราะการเดินทางด้วยรถส่วนตัวในปัจจุบันนั้น เราไม่มีทางล่วงรู้อนาคตได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นในภายภาคหน้า การเตรียมพร้อมเติมน้ำมันให้เพียงพออยู่เสมอ จึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถมองข้ามได้นั่นเอง

และอีกเรื่องที่ต้องพึงระวังเลยก็คือ พฤติกรรมการเร่งเครื่องยนต์แบบผิดวิธี เช่น เร่งคันเร่งทันทีทันใด หรือเร่งเครื่องยนต์บ่อย ๆ โดยไม่จำเป็น ถือเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เครื่องยนต์กินน้ำมันโดยใช่เหตุ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ให้ถูกต้อง ก็เป็นส่วนช่วยให้คุณสามารถประหยัดน้ำมันได้เป็นอย่างดี

3. ปั๊มติ๊กเสีย

ปั๊มติ๊ก หรือ ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง มีหน้าที่ดูดน้ำมันจากถังน้ำมันเพื่อส่งต่อไปยังเครื่องยนต์ หากปั๊มติ๊กเสียหรือมีอาการผิดปกติขึ้นมา มันก็จะส่งผลให้รถดับกลางทางและมีอาการสตาร์ทไม่ติดขึ้นได้ โดยปัญหารถสตาร์ทไม่ติดเพราะปั๊มติ๊กเสียนั้น พบได้บ่อยกับรถรุ่นเก่าที่ยังใช้ปั๊มเชื้อเพลิงลักษณะนี้อยู่ ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ปั๊มติ๊กเสื่อมสภาพไวนั้น เกิดจากการพฤติกรรมผิด ๆ ของผู้ใช้รถ ที่ชอบปล่อยให้ไฟสัญญาณเตือนน้ำมันหมดแสดงอยู่เป็นประจำ ด้วยความที่ระดับน้ำมันเชื้อเพลิงในตัวถังเหลือน้อยเกินไป มันก็จะทำให้ปั๊มติ๊กดูดอากาศเข้ามาแทนที่น้ำมัน จนปั๊มเชื้อเพลิงของตัวรถเสียหายได้ในที่สุด ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ปั๊มติ๊กเสียหรือมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น เจ้าของรถจึงต้องหมั่นตรวจสอบน้ำมันในตัวถังเสมอ ว่ามีปริมาณที่เพียงพอและเหมาะสมต่อการใช้งานหรือไม่

4. ไดชาร์จเสีย

ไดชาร์จเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ทำหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้าจากการทำงานของเครื่องยนต์แล้วส่งต่อไปยังแบตเตอรี่ ดังนั้นหากไดชาร์จเสียหรือมีปัญหา นั่นเท่ากับว่าตัวไดชาร์จไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าไปยังแบตเตอรี่ได้ จึงอาจเป็นสาเหตุให้ระบบไฟฟ้ามีปัญหาจนทำให้รถยนต์สตาร์ทไม่ติดนั่นเอง โดยเราสามารถสังเกตอาการของตัวไดชาร์จเวลาใกล้เสื่อมได้ง่าย ๆ เช่น ไฟหน้าเริ่มหรี่ แอร์เริ่มเย็นน้อยลง อุปกรณ์ไฟฟ้าเริ่มทำงานผิดปกติ รถสตาร์ทติดยาก หรือเวลาสตาร์ทรถมีเสียงลากยาวไปสักพักจนเครื่องยนต์ติด เป็นต้น

ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าสัญญาณเตือนของอาการไดชาร์จมีปัญหานั้น มีความคล้ายคลึงกับอาการของแบตเตอรี่เสื่อมอยู่เพราะมีการทำงานที่เกี่ยวข้องกัน ดังนั้นการนำรถเข้าอู่เพื่อให้ช่างหรือผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบจึงเป็นทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดครับ

5. แบตเตอรี่เสื่อม

แบตเตอรี่เสื่อมถือเป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้น ๆ ของปัญหารถสตาร์ทไม่ติดที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเราสามารถสังเกตอาการเสื่อมของแบตล่วงหน้าได้เลยก็คือ เมื่อเวลาเราบิดกุญแจเพื่อสตาร์ทรถ จะมีเสียงแชะนานขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนรถจะสตาร์ทติด หรือมีเพียงแค่เสียงแชะเท่านั้นที่ดังขึ้นเอื่อย ๆ ก่อนจะเงียบและไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนมากแล้วปัญหานี้มักเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานครบกำหนด หรือจอดรถทิ้งไว้ไม่ได้ใช้งานนาน

ซึ่งถ้าหากแบตเตอรี่รถยนต์ของคุณเสื่อมไปตามสภาพ เพราะครบอายุการใช้งานตามปกติ การเปลี่ยนแบตลูกใหม่ไปเลยจึงนับว่าเป็นวิธีแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด แต่ถ้าคุณมีเหตุจำเป็นที่ต้องจอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานาน และมั่นใจว่าแบตของคุณจะต้องเสื่อมแน่ ๆ การหาทางป้องกันปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็อาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าการซื้อแบตลูกใหม่มาเปลี่ยนทุกครั้งเวลาที่ต้องการจะใช้รถ

โดยวิธีการดูแลรักษาแบตเตอรี่ให้สามารถใช้งานได้นานขึ้น แม้จะไม่ได้ขับรถเลยก็คือ คุณต้องหมั่นชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อคอยรักษาระดับไฟในแบตเตอรี่ให้เต็มอยู่ตลอด เป็นการช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันแบตเตอรี่เสื่อม หมดกังวลว่ารถจะสตาร์ทไม่ติดแม้ต้องจอดทิ้งไว้เป็นเวลานาน

พร้อมแก้ปัญหารถสตาร์ทไม่ติดที่ต้นเหตุ ด้วยเครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ CTEK MXS 5.0 เครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์อัจฉริยะที่ขายดีที่สุดในท้องตลาด มีกระแสชาร์จสูงสุด 5A เหมาะสำหรับแบตเตอรี่ขนาด 1.2 - 110Ah (ครอบคลุมรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ทุกรุ่น) เทคโนโลยีลิขสิทธิ์เฉพาะจากประเทศสวีเดน ที่ได้รับความไว้วางใจผลิตเครื่องชาร์จแบตเตอรี่ให้กับรถยนต์ชั้นนำมากที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็น Rolls Royce, McLaren, Ferrari, Lamborghini, Porsche, Mercedes-Benz, BMW, Audi และรถยนต์ระดับพรีเมียมอีกหลากหลายค่าย สั่งซื้อตอนนี้รับโปรโมชันราคาพิเศษทันที จาก 4,900 บาท เหลือเพียง 4,000 บาท เท่านั้น! สนใจเครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ คลิก!




ขอบคุณข้อมูลจาก
roojai.com, sanook.com, moneyguru.co.th, bolttech.co.th

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้