4 เทคนิคการเลี้ยวเข้าโค้งอย่างไรให้ปลอดภัย

Last updated: 29 มี.ค. 2567  |  18526 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เทคนิคการเลี้ยวเข้าโค้ง

สำหรับการใช้รถยนต์ในปัจจุบัน สิ่งที่ผู้ขับขี่ทุกคนจะต้องเจออย่างแน่นอนคือการขับรถเข้าโค้ง การขับรถเลี้ยวไปตามทางคดเคี้ยว หรือแม้กระทั่งการขับรถท่องเที่ยว ก็คงหนีไม่พ้นต้องเจอทางโค้ง ทางเลี้ยวมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงหน้าฝนนี้ ในการขับเข้าโค้งที่ถนนเปียกลื่น ไม่ว่าจะขับรถใหม่ป้ายแดง รถที่ขับประจำจนคุ้นมือ หรือรถมือสอง ก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่มากขึ้น วันนี้เรามีเทคนิคการเลี้ยวเข้าโค้งอย่างถูกวิธีมาฝาก

 

1.จับพวงมาลัยให้ถูกวิธี

สิ่งสำคัญอย่างแรกนั่นก็คือ การจับพวงมาลัยให้ถูกวิธี การจับพวงมาลัยที่ดีไม่ควรจับพวงมาลัยมือเดียว เพราะหากจับพวงมาลัยมือเดียวแล้วเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น ก็อาจทำให้เราแก้ไขสถานการณ์ได้ไม่ทันท่วงที นอกจากนี้เราควรควบคุมพวงมาลัย หรือประคองพวงมาลัยให้สัมพันธ์กับความเร็ว ซึ่งจะช่วยให้รถวิ่งอยู่ในเลนอย่างมั่นคง

 

เข้าโค้งขึ้นเขา

2. ใช้ความระวังในการเปลี่ยนเลน

หากขับรถแล้วต้องการเปลี่ยนเลน ควรเปลี่ยนเลนให้อยู่ชิดกับส่วนนอกของโค้ง คือถ้าจะเข้าโค้งเพื่อเลี้ยวขวาให้เปลี่ยนเลนมาอยู่ด้านซ้ายสุด แต่ถ้าหากจะเปลี่ยนเลนเพื่อเลี้ยวเข้าโค้งซ้ายก็ให้เปลี่ยนเลนมาอยู่ด้านขวาสุด เพื่อให้เลี้ยวในทางโค้งได้เยอะ ไม่ข้ามไปเลนตรงกันข้าม และที่สำคัญคือหลีกเลี่ยงการแซงทางโค้ง

 

3. ระมัดระวังในการเร่งเครื่องยนต์ 

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ไม่ควรเร่งเครื่องยนต์ความเร็วสูงในขณะเข้าโค้ง เพราะจะทำให้การหมุนพวงมาลัยไม่สอดคล้องกับทางโค้ง เมื่อกำลังจะผ่านจุดยอดของโค้งด้านในไปอย่างมั่นคง สามารถแตะคันเร่งได้เพื่อรักษาความเร็วระหว่างเลี้ยวเข้าโค้ง โดยที่เหยียบคันเร่งเบา ๆ ให้พอรู้สึกว่ายังสามารถควบคุมพวงมาลัยรถได้ไม่เสียหลัก แต่ถ้าหากเหยียบคันเร่งแล้วรู้สึกว่าจะสูญเสียการควบคุม ให้ถอนคันเร่งออกแล้วแตะเบรกเบา ๆ จนรู้สึกว่ากลับมาควบคุมรถได้

 

เข้าโค้งในเมือง

4. ไม่กระแทกเบรกขณะเข้าโค้ง 

ขณะขับรถเข้าโค้ง ควรขับเข้าโค้งด้วยความเร็วต่ำ ไม่เบรกแรงในขณะเข้าโค้ง แต่ให้ค่อย ๆ แตะเบรกและชะลอรถตอนเลี้ยว และไม่หักพวงมาลัยกะทันหัน เมื่อพ้นโค้งจึงค่อย ๆ เร่งเครื่อง ที่สำคัญคือให้ชะลอความเร็วของรถลงในระหว่างเข้าโค้ง เพราะหากเข้าโค้งเร็วเกินไปอาจทำให้รถสูญเสียการทรงตัวหรืออาจทำให้รถพลิกคว่ำได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากขับรถในช่วงที่ฝนตก ถนนลื่น หรือมีน้ำขัง

ไม่ว่าจะเดินทางใกล้หรือไกล แนะนำว่าก่อนออกเดินทางควรตรวจเช็กสภาพรถยนต์ให้พร้อมรวมไปถึงแบตเตอรี่ โดยการใช้เครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ อยู่เสมอ เนื่องจากแบตเตอรี่รถยนต์มีอายุการใช้งานจำกัด หากใช้งานไปสักระยะหนึ่งแบตเตอรี่จะค่อย ๆ เสื่อมสภาพลง ส่งผลให้รถยนต์สตาร์ทติดยาก หรืออาจจะไม่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้เลย เช่นเดียวกับรถจอดนานสตาร์ทไม่ติด เมื่อปล่อยไว้นานเข้าก็จะเจอปัญหาเดียวกัน ดังนั้นการมีแบตเตอรี่ที่อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน จะช่วยให้รถยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ โดยเฉพาะในการเลี้ยวเข้าโค้งที่ต้องใช้แรงบิดจากเครื่องยนต์อย่างเต็มที่นั่นเอง

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้