Last updated: 2 มิ.ย. 2569 | 85312 จำนวนผู้เข้าชม |

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ หรือนโยบาย EV 3.5 ที่ช่วยลดกำแพงภาษีทำให้ราคาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น หลายคนจึงเริ่มเปลี่ยนจากการขับรถยนต์สันดาปมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้ากันอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากรุ่นรถและการเลือกรถไฟฟ้าที่วิ่งได้ไกลที่สุดแล้ว ยังมีเรื่อง "การดูแลรักษาแบตเตอรี่" โดยเฉพาะ แบตเตอรี่ 12V ที่ผู้ใช้รถ EV มือใหม่หลายคนมักมองข้าม เพราะลูกเล็กรถ EV นี้ เป็นแบตฯสำหรับสตาร์ทเครื่องยนต์ ถ้าจอดทิ้งนานจำเป็นต้องใช้เครื่องชาร์จแบตเตอรี่ ไม่งั้นก็มีสิทธิ์รถสตาร์ทไม่ติดแม้แบตฯลูกใหญ่จะเต็มอยู่ก็ตาม
บทความนี้ APRTECH จะพาคุณไปทำความรู้จักกับประเภทรถยนต์ไฟฟ้า อัปเดตรุ่นที่น่าสนใจพร้อมเจาะลึกเคล็ดลับการดูแลแบตเตอรี่ที่ถูกต้องตามมาตรฐานวิศวกรรม เพื่อปกป้องรถยนต์มูลค่าหลักล้านของคุณให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด
ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ควรทำความเข้าใจระบบขับเคลื่อนแต่ละประเภทเพื่อให้คุณเลือกรถที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้ดีที่สุด โดยในปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่
รถยนต์ไฮบริดที่ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้า ไม่สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟได้ อาศัยการชาร์จไฟกลับขณะเบรกและชะลอความเร็ว
PHEV คือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟ (AC Charging) ได้ มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ขึ้น วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ระยะทางหนึ่ง (ประมาณ 40-80 กม.) เมื่อไฟหมดเครื่องยนต์จะทำงานต่อ
รถยนต์ไฟฟ้า 100% ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ (Traction Battery) เพียงอย่างเดียว ไม่มีเครื่องยนต์ ไม่มีไอเสีย เป็นประเภทที่ได้รับความนิยมและได้สิทธิประโยชน์จากมาตรการ EV 3.5 มากที่สุด
รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้เซลล์เชื้อเพลิง (Hydrogen Fuel Cell) แปลงไฮโดรเจนเป็นไฟฟ้าโดยตรง ปล่อยน้ำออกมาแทนก๊าซเสีย ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นในไทย แต่เป็นอนาคตของยานยนต์พลังงานสะอาดระยะไกล
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า แบ่งออกเป็นสองฝั่งชัดเจน อย่างฝั่งแบรนด์จีน (BYD, Changan, GWM) ที่เน้นกลยุทธ์ "ความคุ้มค่า" และความเร็วในการอัปเดตเทคโนโลยี/ซอฟต์แวร์ ทำให้เข้าถึงกลุ่ม Mass Market ได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่แบรนด์ตะวันตก (Tesla, BMW, Mercedes-Benz) เน้นขาย "Ecosystem & Brand Equity" เช่น ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ เครือข่ายการชาร์จเฉพาะ และภาพลักษณ์ความพรีเมียม โดยค่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าจับมากที่สุด ได้แก่
ในไทย: ครองแชมป์ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยสูงสุดอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลต้นปี 2026 ระบุว่า BYD กวาดส่วนแบ่งในเซกเมนต์ EV ไทยไปสูงถึง 37.6% ไลน์อัปตระกูลหลักอย่าง BYD Seal (รุ่น Performance AWD) ยังได้รับความนิยมในแง่ความคุ้มค่าด้านพละกำลังและแรงม้า ขณะที่รุ่นเล็กราคาประหยัดอย่าง Dolphin Mini (Seagull) กำลังเป็นตัวรุกคืบกินส่วนแบ่งรถยนต์ขนาดเล็กระดับ Mass Market
ต่างประเทศ: หัวหอกใหญ่ของยานยนต์พลังงานใหม่สัญชาติจีนในการบุกตลาดโลก โดย ครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมกันแล้วกว่า 46% และขยายไปสู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในอเมริกาใต้

ในไทย: เน้นกลุ่มลูกค้าระดับ Premium-Mass โดยมีตัวชูโรงหลักคือ Tesla Model 3 Long Range RWD (เปิดตัวช่วงปลายปี 2025 ในราคา 1.59 ล้านบาท) ซึ่งกลายเป็นรุ่นระยะทางวิ่งไกลสุดในงบไม่เกิน 2 ล้านบาท (วิ่งได้ราว 750 กม. ตามสเปก) ควบคู่กับการขยายสถานีชาร์จรถไฟฟ้าในไทยทะลุ 33 สถานี
ต่างประเทศ: แม้ตลาดในสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบจากมาตรการปรับเปลี่ยนภาษีรถยนต์ไฟฟ้า แต่ Tesla ยังรักษาตำแหน่งแบรนด์ไอคอนิกในยุโรปและอเมริกาเหนือ พร้อมกับการส่งออกโมเดลเฉพาะกลุ่มอย่าง Cybertruck สู่ตลาดสากลเพิ่มขึ้น
ในไทย: แบรนด์ Deepal เติบโตอย่างก้าวกระโดด (ขึ้นมาติด Top 3 ร่วมกับ BYD และ MG ในแง่ยอดขาย EV ยุคใหม่) โดยมีรุ่นยอดฮิตเดิมอย่าง L07, S07 เสริมทัพด้วย Deepal S05 BEV ซึ่งถูกจัดเป็นหนึ่งใน "Best Value" ของปี 2026 ด้วยออปชันจัดเต็มในระดับราคาที่จับต้องได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีการส่งแบรนด์หรูระดับพรีเมียมอย่าง Avatr (07, 11) เข้ามาดึงส่วนแบ่งตลาด และยังใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตพวงมาลัยขวาแห่งแรกของค่ายนี้นอกประเทศจีนเพื่อส่งออกทั่วภูมิภาค ASEAN
ต่างประเทศ: เร่งสปีดการส่งออกภายใต้กลยุทธ์ "Vast Ocean" บุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป ด้วยแพลตฟอร์ม EPA1 ที่รองรับทั้ง BEV, REEV และ FCEV
ในไทย: เป็นผู้บุกเบิกตลาด EV ยุคแรกด้วย Ora Good Cat และยังคงรักษาฐานลูกค้าได้ดีจากการตั้งโรงงานประกอบแบตเตอรี่และรถยนต์ในไทย (โรงงานระยอง) พร้อมเสริมทัพด้วยรถ SUV ปลั๊กอินไฮบริดสายลุยตระกูล Tank
ต่างประเทศ: เน้นการบุกตลาดด้วยรถยนต์ Hybrid และ EV ในยุโรป ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง

ในไทย: ครองแชมป์ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 100% ในกลุ่มแบรนด์หรูฝั่งยุโรปอย่างเหนียวแน่น โมเดลยอดฮิตคือ BMW iX3 และ BMW i4 เนื่องจากมีการทำราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น (ราคาเริ่มต้นราว 2.9 - 3.6 ล้านบาท) และการขับขี่ยังคงรักษา DNA ความสปอร์ตแบบสไตล์เยอรมันไว้ได้อย่างครบถ้วน รวมถึงความเสถียรของศูนย์บริการในไทย
ต่างประเทศ: BMW ก้าวขึ้นเป็นผู้นำกลุ่ม Luxury BEV ในยุโรปอย่างแข็งแกร่ง ไฮไลท์สำคัญของปี 2026-2027 คือการเริ่มส่งมอบรถยนต์ในกลุ่ม "Neue Klasse" (เช่น New iX3 และ i3 ซีดาน) ใช้แพลตฟอร์มไฟฟ้า 100% ควบคู่กับระบบขับเคลื่อนแบบซีดานสมรรถนะสูงอย่าง BMW M3 ที่มีกำหนดเปิดตัวปี 2027
ในไทย: ตัวชูโรงที่สร้างยอดขายได้ดีคือ Mercedes-Benz EQE SUV และ EQS ที่ประกอบในประเทศ (CKD) ทำให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและตั้งราคาได้น่าสนใจ ทว่ากลุ่มลูกค้าชาวไทยยังคงให้ความนิยมในรุ่น Plug-in Hybrid (เช่น C350e, E350e) ควบคู่กันไปเนื่องจากความมั่นใจในการเดินทางไกลนอกเมืองหลวง
ต่างประเทศ: หลังจากปรับกลยุทธ์จาก "EV-Only" มาเป็น "EV-First" เพื่อรักษาสมดุลตลาดรถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ในปี 2026-2027 เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ส่งแพลตฟอร์มยานยนต์ไฟฟ้าใหม่อย่าง MB.EA เข้าสู่ตลาด โดยไฮไลท์อยู่ที่ GLC-Class EV (ปี 2027) ซึ่งจะเข้ามาแทนที่ตระกูล EQC เดิม มาพร้อมระบบไฟ 800 โวลต์ที่ชาร์จได้เร็วขึ้นกว่าตระกูล EQE และ EQS เจนฯ แรกเป็นเท่าตัว

ในไทย: ปอร์เช่เป็นขวัญใจกลุ่มซูเปอร์คาร์และผู้มีกำลังซื้อสูงในไทย โดย Taycan และ Macan EV ใหม่ มียอดจองถล่มทลายผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการและตลาดผู้นำเข้าอิสระ จุดเด่นที่ทำให้ฮิตในไทยคือภาพลักษณ์ทางสังคมที่เหนือกว่า และสมรรถนะการควบคุมรถที่เทียบเท่าหรือดีกว่ารถสปอร์ตน้ำมันแบบดั้งเดิม
ต่างประเทศ: สัดส่วนการขายของ Porsche ทั่วโลกขยับเข้าสู่ EV อย่างก้าวกระโดด นำโดย Porsche Macan EV (2026) ที่พัฒนาบนแพลตฟอร์ม Premium Platform Electric (PPE) ร่วมกับ Audi ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในรถยอดจองสูงสุดของแบรนด์ แซงหน้าสถิติเดิมของ Taycan ที่ได้รับการปรับโฉม Facelift รอบใหญ่ไปก่อนหน้า (ชาร์จไฟแรงดันสูง 320 kW เร็วที่สุดในกลุ่ม)
เรื่องของค่าใช้จ่าย หรือค่าพลังงาน เป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ ที่ทำให้คนส่วนใหญ่เริ่มหันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น ซึ่งเมื่อเทียบค่าพลังงานเฉลี่ยของรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซิน หรือดีเซล จะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ลิตรละ 30-40 บาท
ส่วนรถยนต์ไฟฟ้า มีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ความแตกต่างกันตามประเภทของการชาร์จ เช่น
ซึ่งไฟฟ้า 1 หน่วย จะสามารถขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้าได้ระยะทางราว 4-7 กิโลเมตร/หน่วย เลยทีเดียว หากเปรียบเทียบค่าพลังงานต่อกิโลเมตรแล้ว พบว่ารถยนต์ไฟฟ้าประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่า
ด้วยความที่พลังงานไฟฟ้าถือว่าเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่าย เพราะนับเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับการใช้ชีวิต ทำให้แม้ว่าจะเดินทางใกล้ หรือไกล รถยนต์ไฟฟ้าก็ยังสามารถชาร์จพลังงานจากสถานีชาร์จได้ง่าย หรือแม้แต่ยามคับขันแล้ว รถยนต์ไฟฟ้าก็สามารถชาร์จแบตเตอรี่จากปลั๊กไฟธรรมดาได้ด้วยเช่นกัน แต่จะใช้เวลาการชาร์จที่ยาวนานกว่า
นอกจากนี้แล้ว พลังงานไฟฟ้ายังถือเป็นพลังงานที่ไม่มีการรวมศูนย์กลาง ไม่มีใครเป็นเจ้าของอย่างผูกขาด เพราะแสงอาทิตย์สามารถเปลี่ยนมาเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ด้วยเช่นกัน ด้วยการผลิตจากโซลาร์เซลล์นั่นเอง อีกทั้งรถยนต์ไฟฟ้าก็เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการที่มันไม่มีการคายไอเสียออกมานั่นเอง ทำให้มันสามารถใช้งานในสถานที่ปิดได้
รถยนต์ไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดอากาศเสีย ซึ่งก็จะสอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม และนโยบายลดโลกร้อนที่รัฐบาลหลาย ๆ ประเทศต่างให้การสนับสนุน
และด้วยเหตุผลนี้ส่งผลให้รัฐบาลหลาย ๆ ประเทศที่มีความต้องการผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าให้มีเพิ่มขึ้น หรือตั้งเป้าให้มาทดแทนรถยนต์สันดาปแบบเดิม จึงมีมาตรการสนับสนุนจากทางภาครัฐอยู่หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า , สิทธิพิเศษทางภาษี หรือสิทธิพิเศษอื่น ๆ สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า
การชาร์จแบตเตอรี่ที่ใช้เวลาในการเติมพลังงานช้ากว่าการเติมน้ำมันนับสิบเท่าถือเป็นจุดอ่อนที่สำคัญ แม้ว่าปัจจุบันนี้เทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงจะพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด แต่สุดท้ายก็ยังช้ากว่าการเติมน้ำมันอยู่ดี
ปัจจุบันนี้ระยะทางขับขี่ของรถยนต์ไฟฟ้ายังถูกจำกัดด้วยความจุของแบตเตอรี่และประสิทธิภาพของมอเตอร์ไฟฟ้า แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปจนทำให้บางรุ่นรถไฟฟ้าวิ่งไกลสุดถึงกว่า 600-800 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง แต่เมื่อเทียบระยะทางต่อราคาก็ยังนับว่าสูงอยู่ จึงเป็นอีกหนึ่งจุดอ่อนของรถยนต์ไฟฟ้าเมื่อเทียบกับรถที่ใช้น้ำมัน
ทุกวันนี้มีอู่ซ่อมรถยนต์สันดาปอยู่อย่างมากมาย แตกต่างจากอู่ซ่อมรถยนต์ไฟฟ้าที่แม้ว่าจะมีเหมือนกัน แต่ก็มักจะเป็นอู่เฉพาะทาง และมีจำนวนที่น้อยมาก ๆ ไม่ได้หาง่ายเหมือนกับอู่ซ่อมรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน และในหลาย ๆ กรณีหากเกิดปัญหาขึ้นมาก็ต้องเข้าศูนย์บริการเท่านั้น
หลายคนมีความเข้าใจผิดว่า รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลูกใหญ่ (High-Voltage Traction Battery) เพียงอย่างเดียว จึงคิดว่า "ถ้าแบตเตอรี่หลักยังมีไฟอยู่ รถก็ต้องสตาร์ทติดแน่นอน"
แต่ความเป็นจริงคือ รถยนต์ไฟฟ้าทุกคันยังมี แบตเตอรี่ 12V (Auxiliary Battery) ซ่อนอยู่ ทำหน้าที่เปรียบเสมือนหัวใจที่คอยจ่ายไฟให้กับระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดในรถ เช่น:
ปกป้องรถยนต์ไฟฟ้ามูลค่าหลักล้านของคุณจากปัญหาแบตเตอรี่ 12V เสื่อมสภาพ การเลือกใช้เครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ที่ได้มาตรฐานระดับโลกคือการลงทุนที่คุ้มค่า
CTEK ผู้นำด้านเทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่จากสวีเดน (ลิขสิทธิ์แท้จัดจำหน่ายโดย APRTECH) คือตัวเลือกอันดับ 1 ที่ผู้ผลิตรถยนต์ซูเปอร์คาร์และรถยนต์พรีเมียมทั่วโลกไว้วางใจ ด้วยคุณสมบัติที่เหนือกว่า
ชาร์จทิ้งไว้ได้นานเป็นเดือน: ระบบอัจฉริยะของ CTEK จะทำการชาร์จและตัดไฟอัตโนมัติเมื่อเต็ม ไม่ทำให้โอเวอร์ชาร์จ ปลอดภัยต่อระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนของรถ EV
ใช้งานง่าย: ไม่ต้องถอดขั้วแบตเตอรี่ สามารถคีบชาร์จเข้ากับแบตเตอรี่ 12V ของรถยนต์ไฟฟ้าได้โดยตรง
ยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ 12V: ช่วยรักษากำลังไฟให้เต็มร้อยเสมอ หมดกังวลเรื่องปัญหาจอดรถทิ้งไว้นานสตาร์ทไม่ติด
24 พ.ค. 2569
12 เม.ย 2567
24 พ.ค. 2569
24 พ.ค. 2569