รถสปอร์ตมียี่ห้ออะไรบ้าง? รวมยี่ห้อรถสปอร์ตที่คนรักรถควรรู้จัก

Last updated: 15 ต.ค. 2569  |  20 จำนวนผู้เข้าชม  | 

รถสปอร์ตมียี่ห้ออะไรบ้าง

ถ้าพูดถึงยี่ห้อรถสปอร์ต หลายคนน่าจะนึกถึง Ferrari หรือ Lamborghini ก่อน แต่สำหรับคนที่ชอบรถจริง ๆ จะรู้ว่ารถสปอร์ตมีหลายแบบกว่านั้นมาก บางคันไม่ได้มีแรงม้ามหาศาล แต่ขับสนุกเพราะตัวรถเบาและควบคุมได้คล่อง ขณะที่บางคันถูกพัฒนาไปถึงระดับ Supercar ที่ทั้งเครื่องยนต์ ช่วงล่าง และ Aerodynamics เน้นสมรรถนะเต็มที่

เพราะฉะนั้น ถ้ากำลังดูว่า รถสปอร์ตมียี่ห้ออะไรบ้าง อย่าเพิ่งมองแค่ตัวเลขแรงม้าหรือความเร็ว ลองมาดูกันว่าแต่ละแบรนด์มีคาแรกเตอร์แบบไหน และมีรถรุ่นอะไรที่คนรักรถน่าจะคุ้นชื่อกันบ้าง

 

ก่อนดูยี่ห้อรถสปอร์ตทั้งหมด ทำความเข้าใจก่อนว่า รถสปอร์ตจริง ๆ คือรถแบบไหน?

รถสองประตูทุกคันไม่จำเป็นต้องเป็น Sports Car และรถแรงทุกคันก็ไม่ได้เป็น Supercar

เวลาเรียกรถคันหนึ่งว่า Sports Car เรามักมองภาพรวมว่ารถถูกออกแบบมาให้ความสำคัญกับการขับมากแค่ไหน ทั้งการตอบสนอง การควบคุม น้ำหนัก ช่วงล่าง และสมรรถนะ รถกลุ่มนี้จึงมักพบในตัวถัง Coupe, Roadster หรือ Convertible และหลายรุ่นมีเพียง 2 ที่นั่งหรือ 2+2 ที่นั่ง

ที่เห็นภาพง่ายคือ Mazda MX-5 แม้กำลังเครื่องยนต์ไม่ได้อยู่ระดับเดียวกับ Supercar แต่แนวคิดของรถชัดเจนมากว่าเน้นน้ำหนักเบา ความคล่องตัว และความสนุกหลังพวงมาลัย จึงเป็น Sports Car เต็มตัว

ส่วนรถอย่าง Ferrari, Lamborghini หรือ McLaren หลายรุ่นจะขยับขึ้นไปอยู่ในกลุ่ม Supercar ซึ่งมีทั้งสมรรถนะ เทคโนโลยี วัสดุ และราคาที่สูงขึ้นไปอีกระดับ

 

Sports Car กับ Supercar ต่างกันตรงไหน?

สองคำนี้ถูกใช้ปนกันบ่อย โดยเฉพาะเวลาพูดถึงรถราคาแพงหรือรถที่มีแรงม้าสูง แต่จริง ๆ แล้ว Sports Car และ Supercar ใช้เรียกรถคนละกลุ่มกันอยู่พอสมควร

ลองนึกถึง Mazda MX-5, Toyota GR Supra หรือ Porsche 718 รถเหล่านี้อยู่ในโลกของ Sports Car เพราะถูกออกแบบมาโดยให้ประสบการณ์การขับและการควบคุมเป็นเรื่องหลัก

ขณะที่ Ferrari, Lamborghini หรือ McLaren หลายรุ่นขยับไปอยู่ในระดับ Supercar ซึ่งมีสมรรถนะ เทคโนโลยี วัสดุ และความพิเศษของตัวรถสูงขึ้นอีกระดับ

ส่วนรถอย่าง BMW M หรือ Mercedes-AMG ต้องดูเป็นรุ่น ๆ เพราะสองแบรนด์นี้มีทั้งรถที่ใกล้เคียง Sports Car และรถ Performance ที่พัฒนาจาก Sedan หรือ SUV

ดังนั้น เวลาดูรถสักคัน ไม่ต้องติดกับป้ายว่าเป็น Sports Car หรือ Supercar มากเกินไป ลองดูต่อว่ารถวางเครื่องยนต์แบบไหน ขับเคลื่อนล้อไหน น้ำหนักเท่าไร ช่วงล่างเซ็ตมาแบบไหน และที่สำคัญคือคาแรกเตอร์นั้นตรงกับการขับของเราหรือเปล่า

 

รถสปอร์ตมียี่ห้ออะไรบ้าง?

 

1. Porsche — รถสปอร์ตที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ

ถ้าเป็นคนชอบรถ ชื่อ Porsche 911 น่าจะคุ้นหูอยู่แล้ว เพราะเป็นรถสปอร์ตที่ Porsche พัฒนาต่อเนื่องมาหลายเจเนอเรชัน และยังรักษาเอกลักษณ์เครื่องยนต์วางด้านท้ายเอาไว้

ความน่าสนุกของ Porsche คือมีรถหลายระดับให้เลือก แม้อยู่ภายใต้คำว่า Sports Car เหมือนกัน เช่น 911 ที่มีรุ่นย่อยตั้งแต่รถสำหรับใช้งานบนถนนไปจนถึงรุ่นสมรรถนะสูง หรือกลุ่ม 718 Cayman และ 718 Boxster ที่ใช้เครื่องยนต์วางกลางและมีขนาดกะทัดรัดกว่า

จึงเป็นแบรนด์ที่คุยเรื่องรถสปอร์ตได้กว้างมาก ตั้งแต่รถที่เจ้าของอยากหยิบกุญแจออกไปขับในวันหยุด ไปจนถึงรถที่ถูกเตรียมมาเพื่อ Performance จริงจัง

 

2. Ferrari — อีกหนึ่งชื่อที่คนรักรถสปอร์ตคุ้นเคย

Ferrari เป็นชื่อที่อยู่คู่กับทั้งรถแข่งและรถสมรรถนะสูงมายาวนาน รถของแบรนด์จึงมักมีเทคโนโลยีและแนวคิดที่เชื่อมโยงกับ Motorsport อยู่ด้วย

รถแต่ละรุ่นก็มีบุคลิกไม่เหมือนกัน บางรุ่นใช้เครื่องยนต์วางกลางเพื่อเน้นสมรรถนะและการควบคุม ขณะที่บางรุ่นใช้เครื่องยนต์วางหน้าและมีความเป็น Grand Tourer มากขึ้น

รถยุคปัจจุบันยังไม่ได้มีเฉพาะเครื่องยนต์สันดาปแบบที่หลายคนคุ้นเคย เพราะ Ferrari นำระบบ Hybrid มาใช้กับรถอย่าง 296 GTB และ 296 GTS แล้วเช่นกัน

สำหรับเจ้าของรถ Ferrari จึงเป็นรถที่รายละเอียดของแต่ละรุ่นสำคัญมาก ทั้งเครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้า และวิธีดูแลรถ ไม่ควรเหมารวมจากชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียว

 

3. Lamborghini — คาแรกเตอร์ชัดตั้งแต่ยังไม่สตาร์ทรถ

Lamborghini เป็นรถอีกแบบที่แทบไม่ต้องเห็นตราหน้ารถก็พอเดาได้ว่าเป็นแบรนด์อะไร ตัวถังที่เตี้ย เส้นสายคม และสัดส่วนแบบ Supercar กลายเป็นภาพจำของแบรนด์มาหลายยุค

แต่ใต้รูปลักษณ์ที่โดดเด่น Lamborghini ก็เปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีของรถยุคใหม่เช่นกัน รถอย่าง Revuelto และ Temerario นำระบบ Hybrid เข้ามาทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนสมรรถนะสูง

ดังนั้น ถ้าชอบ Lamborghini รุ่นเก่าแล้วกำลังมองรถรุ่นใหม่ อย่าคิดว่าระบบต่าง ๆ จะเหมือนเดิมทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องระบบไฟฟ้าและการดูแลแบตเตอรี่ที่ต้องอ้างอิงตามรุ่นและปีของรถ

 

4. McLaren — รถสปอร์ตที่มี DNA จากสนามแข่ง

McLaren มีรากมาจาก Motorsport และ Formula 1 จึงไม่น่าแปลกที่รถสปอร์ตของแบรนด์จะให้ความสำคัญกับเรื่องน้ำหนัก โครงสร้างตัวรถ และ Aerodynamics มากเป็นพิเศษ

อย่าง McLaren Artura และ 750S ยังคงแนวทางเครื่องยนต์วางกลาง ซึ่งช่วยเรื่องการกระจายน้ำหนักและเป็น Layout ที่พบได้บ่อยในรถสมรรถนะสูงระดับนี้

ถ้าชอบรถที่ให้ความรู้สึกใกล้กับ Engineering ของรถแข่ง McLaren จะมีคาแรกเตอร์ต่างจากรถสปอร์ตที่เน้นความสบายสำหรับการเดินทางไกลค่อนข้างชัด

 

5. Aston Martin — รถสปอร์ตหรูสัญชาติอังกฤษ

Aston Martin ให้อารมณ์ต่างจาก Supercar บางแบรนด์ เพราะรถหลายรุ่นผสมความเป็น Sports Car เข้ากับ Grand Tourer หรือ GT

อย่าง Aston Martin Vantage เป็นรถสปอร์ตสองที่นั่งที่เน้นสมรรถนะ แต่ยังมีรายละเอียดด้านความหรูหราและการใช้งานบนถนนอยู่มาก

ถ้าเป็นเจ้าของรถที่ชอบออกทริปไกล ๆ มากกว่าขับสั้น ๆ ในเมืองอย่างเดียว คาแรกเตอร์แบบ GT จะให้ประสบการณ์ต่างจาก Supercar ที่เซ็ตทุกอย่างไปทาง Performance มากกว่า

 

6. Mercedes-AMG — รถสมรรถนะสูงจาก Mercedes-Benz

Mercedes-AMG มีรถตั้งแต่ Sedan และ SUV ไปจนถึงรถสองประตู ดังนั้นเห็นตรา AMG แล้วไม่ควรเหมารวมว่าทุกคันคือ Sports Car

ถ้าพูดถึงรถที่อยู่ฝั่ง Sports Car ชัด ๆ หนึ่งในรุ่นที่น่าสนใจคือ Mercedes-AMG GT Coupé ซึ่งถูกพัฒนามาในฐานะรถสมรรถนะสูงของ AMG โดยตรง

 

7. BMW M — ความแรงที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้

คนที่ชอบ BMW น่าจะรู้จักตัวอักษร M กันดี เพราะเป็นฝั่ง Performance ของแบรนด์ที่มีรากจาก Motorsport

ตัวอย่างอย่าง BMW M2 Coupé ยังมีองค์ประกอบที่คนรักการขับชอบ ทั้งตัวถังสองประตู ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง และมีเกียร์ธรรมดา 6 สปีดให้เลือกในบางตลาดและบางรุ่นย่อย

แต่เหมือนกับ AMG รถที่ใช้ชื่อ BMW M ไม่ได้เป็น Sports Car ทุกคัน เพราะตระกูล M มีทั้ง Coupe, Sedan และ SUV สมรรถนะสูง

 

8. Toyota GR — รถสปอร์ตสาย Performance จาก Toyota

ฝั่งญี่ปุ่น Toyota มี GR หรือ Gazoo Racing เป็นชื่อที่เชื่อมกับ Motorsport และรถ Performance ของแบรนด์

ถ้าพูดถึง Sports Car โดยตรง รุ่นที่เด่นคือ Toyota GR Supra รถสปอร์ตสองที่นั่งที่ยังรักษาสูตรเครื่องยนต์วางหน้าและขับเคลื่อนล้อหลังเอาไว้

ชื่อ Supra เองก็ไม่ได้เพิ่งเกิดในยุคนี้ เพราะมีประวัติต่อเนื่องมายาวนานจนกลายเป็นหนึ่งในชื่อที่คนเล่นรถญี่ปุ่นรู้จักกันดี

สำหรับคนที่อยากได้ Sports Car แต่ไม่ได้มองไปถึง Supercar ฝั่งยุโรป รถอย่าง GR Supra จึงเป็นอีกแนวทางที่ให้บุคลิกแตกต่างออกไป

 

9. Mazda — แรงม้าไม่เยอะแต่ขับสนุก

Mazda MX-5 ตัวอย่างยี่ห้อรถสปอร์ตที่บอกว่า รถสปอร์ตไม่จำเป็นต้องแข่งกันด้วยแรงม้า

แนวคิดของ MX-5 เน้นตัวรถขนาดเล็ก น้ำหนักไม่มาก และการตอบสนองที่ทำให้คนขับรู้สึกมีส่วนร่วมกับรถ Mazda ใช้แนวคิด Jinba-Ittai หรือความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถในการพัฒนารถรุ่นนี้มาอย่างต่อเนื่อง

ถ้าเคยขับรถแรงแล้วรู้สึกว่าแทบไม่มีโอกาสใช้สมรรถนะได้เต็มที่บนถนน รถสปอร์ตน้ำหนักเบาแบบ MX-5 จะให้ความสนุกอีกแบบ เพราะความสนุกเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องรอให้ความเร็วขึ้นไปสูงมาก

 

10. Nissan — ชื่อที่คนเล่นรถญี่ปุ่นคุ้นกันมานาน

พูดถึงรถสปอร์ตญี่ปุ่นแล้วข้าม Nissan ไปคงยาก เพราะมีทั้งตระกูล Z และ GT-R ที่สร้างชื่อมาหลายยุค

สองตระกูลนี้มีบุคลิกต่างกันพอสมควร Z เดินทางในแนว Sports Car สองที่นั่ง เครื่องยนต์วางหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง ส่วน GT-R พัฒนาไปทางรถสมรรถนะสูงที่มีระบบขับเคลื่อนและเทคโนโลยีซับซ้อนขึ้น

อย่างไรก็ตาม รุ่นที่จำหน่ายในแต่ละประเทศและแต่ละช่วงเวลาไม่เหมือนกัน หากกำลังมองหารถใหม่ควรเช็ก Line-up ปัจจุบันจาก Nissan ในประเทศที่ต้องการซื้ออีกครั้ง

 

มีรถสปอร์ตยี่ห้อดังเป็น Weekend Car ควรมีเครื่องชาร์จแบตเตอรี่ CTEK ติด Garage ไว้

รถสปอร์ตหลายคันไม่ได้ถูกซื้อมาเพื่อขับทุกวัน โดยเฉพาะ Porsche, Ferrari, Lamborghini, McLaren หรือรถสะสมที่เจ้าของอาจหยิบมาขับเฉพาะวันหยุด บางช่วงจึงจอดอยู่ใน Garage ต่อเนื่องหลายวันหรือหลายสัปดาห์

แม้รถจะจอดอยู่ แบตเตอรี่ก็ยังค่อย ๆ สูญเสียประจุ และระบบไฟฟ้าบางส่วนของรถอาจยังมีการใช้พลังงานอยู่ หากจอดนานจนระดับประจุลดลงมาก วันที่อยากเอารถออกไปขับอาจเจออาการสตาร์ทไม่ติดหรือระบบไฟทำงานผิดปกติจากแรงดันแบตเตอรี่ที่ต่ำได้ ยิ่งเป็นรถที่ไม่ได้ใช้งานสม่ำเสมอ การรอให้แบตเตอรี่อ่อนแล้วค่อยแก้จึงไม่ใช่วิธีดูแลที่เหมาะนัก

การมี เครื่องชาร์จแบตเตอรี่ CTEK ติด Garage ไว้ จึงช่วยให้เจ้าของรถดูแลแบตเตอรี่ได้ตั้งแต่ช่วงที่รถจอด แทนที่จะต้องคอยหาเวลาสตาร์ทรถหรือเอารถออกไปขับเพียงเพื่อรักษาระดับไฟ เหมาะกับบ้านที่มีรถหลายคัน รถสปอร์ตที่ใช้เฉพาะ Weekend หรือรถสะสมที่บางช่วงอาจไม่ได้ขับเป็นเวลานาน

CTEK เครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์อัจฉริยะจากสวีเดน ใช้โปรแกรมการชาร์จอัจฉริยะ 8 ขั้นตอนที่ CTEK เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ในการควบคุมการชาร์จและตัดไฟอัตโนมัติ จึงไม่จำเป็นต้องคอยเฝ้า ไม่ต้องถอดขั้วแบตเตอรี่ และไม่ต้องเสียเวลาเอารถออกไปวนขับเพื่อรักษาระดับไฟ โดยออกแบบมาให้ชาร์จและดูแลแบตเตอรี่โดยไม่ทำให้แบตเตอรี่และระบบไฟของรถเสียหาย

อีกทั้งยังได้รับความไว้วางใจให้ผลิตเครื่องชาร์จแบตเตอรี่ให้กับแบรนด์รถยนต์ชั้นนำมากที่สุดในโลก เช่น Mercedes-Benz, Porsche, BMW, Audi, Ferrari, Lamborghini, Rolls-Royce, Bentley, McLaren, Lexus และอีกมากมาย พร้อมด้วยการรับประกันตัวเครื่องนาน 5 ปี

ไม่ว่าจะรถสปอร์ตคันไหน หากเป็นรถที่ไม่ได้ขับทุกวัน การมี CTEK ดูแลแบตเตอรี่ระหว่างจอด ช่วยลดโอกาสเจอแบตเตอรี่อ่อนในวันที่ต้องการใช้รถ และทำให้รถคันโปรดพร้อมสำหรับวันที่อยากหยิบกุญแจแล้วออกไปขับ

เลือกซื้อเครื่องชาร์จแบตเตอรี่ CTEK ที่เหมาะกับรถของคุณเลยวันนี้!

 

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้