รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก จดทะเบียนได้ไหม? ก่อนซื้อต้องเช็ก

Last updated: 15 ต.ค. 2569  |  16 จำนวนผู้เข้าชม  | 

รถไฟฟ้าขนาดเล็ก จดทะเบียนได้

รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กเริ่มเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ใช้รถในเมือง เพราะตัวรถกะทัดรัด ขับคล่อง หาที่จอดง่าย และมีตั้งแต่ Mini EV คันจิ๋ว ไปจนถึงรถ EV Hatchback ที่สามารถใช้งานเป็นรถประจำวันได้

แต่พอเริ่มหารถจริง จะเห็นว่ารถไฟฟ้าคันเล็กในตลาดมีหลายแบบมาก บางรุ่นขายผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ขณะที่บางคันเป็น Mini EV นำเข้าที่มีราคาหลักแสนต้น ๆ แม้หน้าตาจะดูเหมือนรถยนต์ทั่วไป แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคันจะซื้อแล้วนำไปจดทะเบียนเพื่อขับบนถนนสาธารณะได้เหมือนกัน

เพราะฉะนั้น ถ้ากำลังมองหา รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ไว้ขับไปทำงาน ซื้อของใกล้บ้าน หรือเป็นรถอีกคันสำหรับใช้งานในเมือง เรื่องที่ควรเช็กตั้งแต่ก่อนวางเงินจองคือ รถรุ่นนั้นจดทะเบียนได้หรือไม่

แล้วเราจะดูจากอะไร? แค่กำลังมอเตอร์และความเร็วถึงเกณฑ์ก็พอหรือยัง ลองไล่ดูกันทีละจุด

รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก จดทะเบียนได้ไหม?

รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก จดทะเบียนได้ หากรถคันนั้นมีคุณสมบัติและเอกสารตรงตามข้อกำหนดสำหรับประเภทรถที่จะนำไปจดทะเบียน ดังนั้น ขนาดของตัวรถเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าจะจดทะเบียนได้หรือไม่ได้

ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่องกำหนดกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้ขับเคลื่อนรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ. 2563 รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล และรถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้างที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า หากมีกำลังมอเตอร์ไม่น้อยกว่า 4 กิโลวัตต์ ต้องสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ไม่น้อยกว่า 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ประกาศฉบับเดียวกันยังระบุถึงการติดเครื่องหมาย e หรือ s บริเวณท้ายรถตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อแสดงถึงการใช้กำลังไฟฟ้าในการขับเคลื่อน

ตรวจสอบประกาศกรมการขนส่งทางบกฉบับเต็ม

ตรงนี้มีจุดที่เจ้าของรถควรระวังอยู่หนึ่งอย่าง คือ อย่าดูเพียงว่ามอเตอร์ถึง 4 kW และความเร็วเกิน 45 km/h แล้วสรุปว่ารถคันนั้นจดทะเบียนได้แน่นอน

ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อกำหนดด้านกำลังมอเตอร์และความเร็วของรถตามประเภทที่ประกาศกำหนด แต่การจดทะเบียนรถคันหนึ่งยังต้องพิจารณาประเภทรถ ลักษณะของรถ และเอกสารที่เกี่ยวข้องด้วย

 

ทำไมรถไฟฟ้า 4 ล้อบางคันถึงจดทะเบียนไม่ได้?

จุดนี้เป็นเรื่องที่ต้องระวัง โดยเฉพาะเวลามองหา Mini EV ราคาประหยัด ผ่านช่องทางออนไลน์

รถไฟฟ้า 4 ล้อที่เห็นอาจมีพวงมาลัย ประตู แอร์ ไฟหน้า และห้องโดยสารเหมือนรถยนต์ แต่คำว่า “รถไฟฟ้า 4 ล้อ” หรือ “Mini EV” เป็นชื่อที่ใช้เรียกรถในตลาด ไม่ได้เป็นหลักฐานว่ารถคันนั้นผ่านเงื่อนไขสำหรับนำมาจดทะเบียนในประเทศไทยแล้ว

รถบางคันอาจถูกออกแบบมาสำหรับวิ่งในพื้นที่เฉพาะ เช่น โรงงาน รีสอร์ต โครงการที่อยู่อาศัย หรือพื้นที่ส่วนบุคคล ขณะที่รถอีกกลุ่มถูกผลิตและนำเข้ามาเพื่อจำหน่ายเป็นรถยนต์สำหรับใช้งานบนถนนตามปกติ

เพราะฉะนั้น เวลาเจอรถไฟฟ้าคันเล็กที่ถูกใจ โดยเฉพาะรุ่นที่ไม่คุ้นชื่อ อย่าเพิ่งตัดสินจากหน้าตารถหรือข้อความว่า “จดทะเบียนได้” ในโฆษณา

ถามผู้ขายให้ชัดว่า รถรุ่นและรุ่นย่อยที่กำลังจะรับมอบสามารถจดทะเบียนในประเทศไทยได้หรือไม่ และมีเอกสารสำหรับดำเนินการครบหรือเปล่า

ก่อนซื้อ Mini EV ต้องเช็กอะไรบ้าง?

ถ้าตั้งใจซื้อรถมาใช้บนถนนจริง ลองเปลี่ยนลำดับการเลือกรถเล็กน้อย จากที่มักเริ่มด้วยราคาและระยะทางวิ่ง ให้เช็กเรื่องการใช้งานให้จบก่อน

 

1. รุ่นที่กำลังซื้อจดทะเบียนได้หรือไม่

ถามเป็น รุ่นและรุ่นย่อย ที่กำลังจะรับรถ ไม่ควรถามกว้าง ๆ ว่า “รถยี่ห้อนี้จดทะเบียนได้ไหม”

ถ้าเป็นรถนำเข้าหรือ Mini EV จากผู้จำหน่ายที่เราไม่คุ้นเคย ควรขอรายละเอียดขั้นตอนและเอกสารสำหรับจดทะเบียนก่อนจ่ายเงิน เพราะรถหน้าตาเหมือนกันก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีสถานะหรือเอกสารเหมือนกันทุกคัน

 

2. กำลังมอเตอร์และความเร็วสูงสุดเท่าไร

สำหรับรถไฟฟ้าคันเล็ก ตัวเลขสองอย่างนี้ควรเปิดดูตั้งแต่หน้า Specification

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ประกาศกรมการขนส่งทางบกกำหนดเรื่องกำลังมอเตอร์และความเร็วขั้นต่ำของรถไฟฟ้าแต่ละประเภทไว้ ดังนั้น ถ้าสเปกของรถต่ำมากจนดูเหมือนรถสำหรับวิ่งในพื้นที่ปิด ก็ควรถามผู้ขายเพิ่มเติมก่อนว่าเข้าข่ายรถประเภทใดและสามารถนำไปจดทะเบียนแบบไหนได้บ้าง

 

3. รถวิ่งได้ไกลแค่ไหนในการใช้งานของเรา

รถ EV ขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องวิ่งไกลที่สุดเสมอไป

ถ้าใช้รถวันละไม่กี่สิบกิโลเมตรระหว่างบ้านกับที่ทำงาน ระยะทางระดับหนึ่งอาจเพียงพอแล้ว แต่ถ้าต้องออกต่างจังหวัดหรือเดินทางไกลเป็นประจำ ระยะทางต่อการชาร์จ ความเร็วในการชาร์จ และสถานีชาร์จตามเส้นทางจะเริ่มมีผลต่อการใช้งานมากขึ้น

เวลาเปรียบเทียบระยะทาง ควรดูด้วยว่าตัวเลขที่ผู้ผลิตประกาศอ้างอิงมาตรฐานการทดสอบใด ไม่ควรเทียบตัวเลขจากรถสองรุ่นตรง ๆ หากใช้มาตรฐานทดสอบต่างกัน

 

4. แบบ 2 ที่นั่ง หรือ 4-5 ที่นั่ง แบบไหนเหมาะกว่า?

คนที่มองหา รถไฟฟ้าคันเล็ก 2 ที่นั่ง มักต้องการความคล่องตัวเป็นหลัก เช่น ขับไปทำงานคนเดียว ซื้อของ หรือใช้เดินทางใกล้บ้าน

ถ้าเป็นลักษณะการใช้งานแบบนี้ รถ 2 ที่นั่งก็อาจเพียงพอ และไม่จำเป็นต้องขยับไปหารถที่ใหญ่ขึ้น

แต่ถ้ามีผู้โดยสารเป็นประจำ มีลูก หรืออยากใช้เป็นรถคันหลักของบ้าน พื้นที่เบาะหลังและพื้นที่เก็บสัมภาระจะเริ่มสำคัญกว่าแค่ความเล็กของตัวรถ

 

5. มีศูนย์บริการ อะไหล่ และการรับประกันหรือไม่

เรื่องนี้ควรถามตั้งแต่ก่อนซื้อ โดยเฉพาะรถแบรนด์ใหม่หรือรถนำเข้า

ลองเช็กว่าเมื่อรถมีปัญหาจะนำไปเข้าศูนย์ที่ไหน มีอะไหล่รองรับหรือไม่ แบตเตอรี่ขับเคลื่อนรับประกันกี่ปีหรือกี่กิโลเมตร และเงื่อนไขอะไรบ้างที่อาจทำให้การรับประกันสิ้นสุด

เพราะรถที่ราคาถูกกว่าตอนซื้อ อาจไม่ได้มีต้นทุนการเป็นเจ้าของต่ำกว่าเสมอไป หากหลังจากนั้นต้องรออะไหล่นานหรือหาศูนย์ที่ดูแลรถไม่ได้

 

รถไฟฟ้าขนาดเล็กเหมาะกับใคร?

ลองนึกถึงวันที่ใช้รถจริงมากกว่าดูจากขนาดตัวรถในโชว์รูม

ถ้าทุกเช้าขับจากบ้านไปออฟฟิศ ระหว่างวันออกไปกินข้าว แล้วเย็นแวะซูเปอร์มาร์เก็ตก่อนกลับบ้าน รถคันใหญ่และระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรต่อการชาร์จอาจไม่ได้จำเป็นกับทุกคน

รถไฟฟ้าคันเล็ก จึงน่าสนใจสำหรับคนที่ใช้รถในเมือง มีพื้นที่จอดจำกัด หรือมีรถคันหลักอยู่แล้วและต้องการรถอีกคันไว้ใช้งานระยะสั้น

แต่ถ้าจะซื้อเป็นรถคันเดียวของบ้าน ต้องใช้ทางด่วน วิ่งต่างจังหวัด หรือเดินทางพร้อมผู้โดยสารและสัมภาระบ่อย ๆ ควรดูเรื่องพื้นที่ ระยะทางต่อการชาร์จ สมรรถนะ ระบบความปลอดภัย และบริการหลังการขายประกอบกันด้วย

คำว่า “เล็ก” จึงไม่ได้บอกว่ารถเหมาะหรือไม่เหมาะกับเรา ต้องดูว่า เล็กแล้วพอดีกับชีวิตประจำวันของเราหรือเปล่า

 

รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก มีแบบไหนให้เลือก?

ถ้าพูดถึงรถไฟฟ้าขนาดเล็กในปัจจุบัน อย่าเพิ่งนึกถึง Mini EV สองที่นั่งเพียงอย่างเดียว เพราะรถกลุ่มนี้มีหลายระดับ ตั้งแต่รถจิ๋วสำหรับใช้งานระยะสั้น ไปจนถึง Hatchback EV ที่มีพื้นที่สำหรับ 4-5 คน

วิธีเลือกที่ง่ายกว่าการไล่ดูว่ารุ่นไหนเล็กที่สุด คือเริ่มจากลักษณะการใช้งานของเรา

ถ้าขับคนเดียวเกือบตลอดและต้องการรถสำหรับระยะทางสั้น Mini EV หรือรถไฟฟ้า 2 ที่นั่ง อาจเป็นกลุ่มที่น่าดู แต่ต้องตรวจสอบเรื่องการจดทะเบียนและบริการหลังการขายให้ละเอียด

ถ้าต้องการรถขนาดเล็กที่ยังใช้งานแบบรถยนต์ทั่วไปได้ รถ EV กลุ่ม Hatchback ก็มีตัวเลือกมากขึ้น เช่น AION UT ซึ่งมีรุ่นที่ผู้ผลิตระบุระยะทาง 420 และ 500 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC ขณะที่ตัวเลขจริงในการใช้งานย่อมขึ้นอยู่กับสภาพการขับขี่และปัจจัยอื่น ๆ

ส่วนคนที่สนใจรถเล็กจากญี่ปุ่น ปัจจุบัน Honda มี Super-ONE ซึ่งเป็นรถ EV ขนาดเล็กอีกแนวทางหนึ่ง โดยการเลือกรถแต่ละรุ่นควรกลับไปดูเรื่องพื้นที่ ระยะทาง การชาร์จ และงบประมาณตามการใช้งานของตัวเอง

 

ซื้อรถ EV มาแล้ว แบตเตอรี่ 12V ก็ยังต้องดูแล

เวลาเลือกรถ EV เรามักดูแบตเตอรี่ขับเคลื่อน ทั้งความจุ ระยะทาง และการชาร์จ แต่รถ EV ยังมีแบตเตอรี่แรงดันต่ำสำหรับจ่ายไฟให้ระบบต่าง ๆ ของรถ ซึ่งหลายรุ่นใช้ระบบ 12V

ถ้า EV คันเล็กเป็นรถอีกคันของบ้านและไม่ได้ขับทุกวัน ช่วงที่จอดระบบบางส่วนยังอาจใช้พลังงาน ทำให้ แบตเตอรี่รถไฟฟ้า 12V ค่อย ๆ สูญเสียประจุ จนวันที่จะใช้รถ ระบบไฟฟ้าอาจไม่พร้อมทำงานได้

สำหรับรถที่ต้องจอดนานและผู้ผลิตอนุญาตให้ชาร์จแบตเตอรี่แรงดันต่ำจากภายนอก CTEK เครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์อัจฉริยะจากสวีเดน สามารถช่วยชาร์จและดูแลระดับประจุระหว่างที่ไม่ได้ใช้รถ ด้วยโปรแกรมการชาร์จอัจฉริยะ 8 ขั้นตอนที่ CTEK เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ระบบควบคุมการชาร์จและตัดไฟอัตโนมัติ จึงไม่ต้องคอยเฝ้า ไม่ต้องถอดขั้วแบตเตอรี่ ไม่ทำให้แบตเตอรี่ หรือระบบไฟของรถเสียหาย และที่สำคัญคือไม่ต้องเสียเวลาเอารถออกไปวนขับเพื่อชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่อีกต่อไป

อีกทั้ง CTEK ยังได้รับความไว้วางใจให้ผลิตเครื่องชาร์จแบตเตอรี่ให้กับแบรนด์รถยนต์ชั้นนำ เช่น Mercedes-Benz, Porsche, BMW, Audi, Ferrari, Lamborghini, Rolls-Royce, Bentley, McLaren, Lexus และอีกมากมาย พร้อมการรับประกัน 5 ปี

ทั้งนี้ควรตรวจคู่มือรถและชนิดแบตเตอรี่ก่อนเลือกเครื่องชาร์จให้ตรงกับรถแต่ละรุ่น

เลือกเครื่องชาร์จ CTEK ที่เหมาะกับรถของคุณ และสั่งซื้อได้เลยวันนี้

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้