แบตเตอรี่รถยนต์ มีกี่ชนิด แต่ละชนิดเหมาะกับรถอะไร?

Last updated: 30 ม.ค. 2569  |  89 จำนวนผู้เข้าชม  | 

แบตเตอรี่รถยนต์มีกี่ชนิด

แบตเตอรี่รถยนต์ หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าทั้งหมดในรถ ตั้งแต่การสตาร์ทเครื่องยนต์ ไปจนถึงการจ่ายไฟเลี้ยงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ หากแบตเตอรี่ขาดการดูแลจนทำงานได้ไม่เต็มที่ หรือเสื่อมสภาพ รถของคุณย่อมเกิดปัญหาตามมาได้ทุกเมื่อ

ทุกวันนี้หลายคนอาจไม่ได้ขับรถทุกวัน หรือจอดรถทิ้งไว้นานจนไฟในแบตเตอรี่ค่อย ๆ ลดลง การมีเครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถติดบ้านไว้ จึงกลายเป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุดในการคงระดับแรงดันไฟให้เหมาะสม ช่วยป้องกันแบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม ให้รถพร้อมใช้งานอยู่เสมอ ไม่ต้องเจอปัญหารอพ่วงแบตฯ ในเวลาคับขัน

บทความนี้จะเจาะลึกทุกเรื่องราวเกี่ยวกับแบตเตอรี่รถยนต์ ตั้งแต่การทำความรู้จักหน้าที่ ประเภทต่าง ๆ ไปจนถึงเคล็ดลับการดูแลรักษา เพื่อให้คุณสามารถเลือกใช้และดูแลแบตเตอรี่ได้อย่างถูกวิธี พร้อมยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานและคุ้มค่าที่สุด


แบตเตอรี่รถยนต์ มีหน้าที่อะไร?

แบตเตอรี่รถยนต์มีหน้าที่ เป็นแหล่งพลังงานสำรองและตัวควบคุมระบบไฟฟ้าทั้งหมดของรถยนต์ หากแบตเตอรี่ชำรุด หรือหมดประจุ รถก็จะไม่สามารถสตาร์ทหรือใช้งานได้ตามปกติ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว แบตเตอรี่รถยนต์ มีหน้าที่ ดังนี้

  • 1. จ่ายไฟตอนสตาร์ทเครื่องยนต์

    แบตเตอรี่จะส่งกระแสไฟฟ้าจำนวนมากไปยังมอเตอร์สตาร์ท เพื่อหมุนเครื่องยนต์ให้เริ่มทำงาน ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องใช้ไฟสูงที่สุดของระบบไฟฟ้ารถยนต์ หากแบตเตอรี่ไม่ดีหรือไฟอ่อน อาจทำให้สตาร์ทไม่ติดได้
  • 2. จ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ภายในรถยนต์

    ในช่วงที่เครื่องยนต์ยังไม่ได้ทำงานหรือไดชาร์จยังจ่ายไฟได้ไม่เต็มกำลัง แบตเตอรี่จะเป็นตัวส่งกระแสไฟให้ระบบต่าง ๆ ของรถ เช่น ระบบเสียงและไฟส่องสว่าง จากนั้นเมื่อเครื่องยนต์เริ่มทำงานตามปกติ ไดชาร์จจึงเข้ามารับหน้าที่จ่ายไฟหลักแทนแบตเตอรี่
  • 3. รักษาแรงดันไฟให้คงที่

    ทำหน้าที่เป็นตัวกรองหรือ "Buffer" เพื่อลดความผันผวนของแรงดันไฟฟ้า ที่เพิ่มขึ้นและลดลงจากไดชาร์จ ทำให้ระบบไฟฟ้าในรถได้รับแรงดันที่คงที่และสม่ำเสมอ ป้องกันความเสียหายต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความละเอียดอ่อนในรถยนต์

แบตเตอรี่รถยนต์ทำงานอย่างไร?

แบตเตอรี่รถยนต์

หลักการทำงานของแบตเตอรี่รถยนต์เริ่มโดยแบตเตอรี่จะทำหน้าที่จ่ายกระแสไฟกำลังสูง เพื่อสตาร์ทเครื่องยนต์และเลี้ยงระบบไฟฟ้าต่าง ๆ ในรถชั่วคราว เมื่อเครื่องยนต์ทำงานสมบูรณ์แล้ว หน้าที่ผลิตไฟฟ้าหลักจะถูกส่งไม้ต่อให้กับไดชาร์จ (Alternator) เพื่อรับช่วงดูแลระบบไฟในรถแทน พร้อมกับส่งกระแสไฟส่วนหนึ่งย้อนกลับมาชาร์จประจุเข้าแบตเตอรี่เพื่อกักเก็บพลังงานไว้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม แบตเตอรี่ไม่ได้หยุดทำงานไปเสียทีเดียว เมื่อมีการใช้ไฟสูงเกินกำลังที่ไดชาร์จจะผลิตทัน เช่น ช่วงที่รถจอดติดไฟแดง รอบเครื่องยนต์ต่ำแต่มีการเปิดแอร์และเครื่องเสียงพร้อมกัน แบตเตอรี่จะกลับเข้ามาช่วยจ่ายไฟเสริม เพื่อชดเชยส่วนที่ขาด ทำให้ระบบไฟในรถยังคงทำงานได้อย่างต่อเนื่องและเสถียรที่สุด

หากแบตเตอรี่มีปัญหา ส่งผลกระทบอะไรบ้าง?

หากแบตเตอรี่รถยนต์เริ่มมีปัญหา ผลกระทบที่ตามมาอาจสร้างความไม่สะดวกและอันตรายได้ เช่น

  • รถสตาร์ทไม่ติด 
    ปัญหาคลาสสิกที่ทุกคนไม่อยากเจอ เมื่อแบตเตอรี่อ่อนหรือเสื่อมสภาพ จะไม่มีกำลังพอที่จะหมุนเครื่องยนต์ให้สตาร์ท หรือทำงานได้
  • ระบบไฟฟ้าทำงานรวน
    ไฟหน้าไม่สว่าง แตรเสียงเบา กระจกไฟฟ้าทำงานช้าลง หรือแม้แต่ระบบอินโฟเทนเมนต์รวน นี่ล้วนแต่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า Battery รถยนต์ จ่ายไฟได้ไม่เสถียร
  • สร้างความเสียหายแก่อุปกรณ์อื่น
    แบตเตอรี่รถยนต์ที่เสื่อมสภาพอาจทำให้ไดชาร์จทำงานหนักเกินไป เพื่อพยายามชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม ซึ่งอาจส่งผลให้อายุการใช้งานของไดชาร์จสั้นลงตามไปด้วย
  • เกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
    การลากรถ หรือต้องซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดจาก แบตเตอรี่รถยนต์ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจทำให้คุณเสียค่าใช้จ่ายและเวลาโดยไม่จำเป็น

ด้วยเหตุนี้ การดูแลเอาใจใส่และเลือกใช้แบตเตอรี่รถยนต์ที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการขับขี่

ประเภทแบตเตอรี่รถยนต์ มีอะไรบ้าง?

เพื่อให้เข้าใจง่าย เราจัดประเภทแบตเตอรี่รถยนต์โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ ตามการใช้งานจริงในปัจจุบัน ดังนี้

1. แบตเตอรี่รถยนต์ทั่วไป

แบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดแบบดั้งเดิม ใช้กับรถยนต์ทั่วไปที่ไม่มีระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ

  • แบบเติมน้ำกลั่น (Flooded)

    ราคาถูกที่สุด ทนต่อความร้อนในห้องเครื่องได้ดีมาก แต่ต้องคอยเช็กและเติมน้ำกลั่นอย่างน้อยเดือนละครั้ง หากปล่อยให้น้ำกลั่นแห้ง จะส่งผลให้แผ่นธาตุได้รับความเสียหาย และแบตเตอรี่เสื่อมสภาพในทันที
  • แบบกึ่งแห้ง (MF Maintenance Free)

    ดูแลง่าย ปีหนึ่งเช็กน้ำกลั่นแค่ 1-2 ครั้ง ราคาปานกลาง แต่ยังมีโอกาสน้ำกลั่นแห้งได้หากใช้งานหนักหรือจอดที่ร้อนจัด
  • แบบแห้ง (SMF Sealed Maintenance Free)

    สะดวกที่สุด ไม่ต้องดูแลเลยตลอดอายุการใช้งาน ติดตั้งได้ง่ายไม่เลอะเทอะ แต่ข้อเสียคือ ราคาสูงกว่า 2 แบบแรก และไม่ทนต่อความร้อนสูงเท่าแบบน้ำ

2. แบตเตอรี่รถยนต์รุ่นใหม่ สมรรถนะสูง

ออกแบบมาเพื่อรถยนต์ที่มีระบบ Start-Stop (เครื่องยนต์ดับเองเมื่อจอดติดไฟแดง) และระบบ AMS (Alternator Management System) ที่จะหยุดชาร์จไฟในบางขณะเพื่อประหยัดน้ำมัน

  • EFB (Enhanced Flooded Battery)

    แบตเตอรี่ฝาปิดสนิทที่มีการเพิ่มสารพิเศษและการออกแบบแผ่นธาตุให้ทนทานกว่าแบตเตอรี่ทั่วไป รองรับการสตาร์ทบ่อย (มากกว่าแบตเตอรี่รถยนต์ทั่วไป 2-3 เท่า) และรับกระแสไฟชาร์จกลับได้เร็ว
  • AGM (Absorbent Glass Mat)

    แบตเตอรี่ที่มีเทคโนโลยีระดับสูงสุด ใช้แผ่นใยแก้วซับน้ำกรด ทนทานต่อการชาร์จและคายประจุสูงมาก (มากกว่าแบตทั่วไป 3-4 เท่า) เหมาะสำหรับ รถยุโรป (BMW, Mercedes-Benz, Audi, Porsche Cayman ) หรือรถ Supercar ที่มีระบบไฟฟ้าซับซ้อนและระบบ Start-Stop เต็มรูปแบบ

3. แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถไฮบริด (Hybrid)

ชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า

สำหรับ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะมีความพิเศษกว่ารถน้ำมันตรงที่มีแบตเตอรี่จะมีทั้งหมด 2 ชุด ซึ่งทำหน้าที่ต่างกันชัดเจน คือ 1. แบตเตอรี่ลูกเล็ก (12V) เป็นแบตเตอรี่เหมือนรถน้ำมัน (มักเป็น AGM หรือ Lithium 12V) ทำหน้าที่เปิดระบบรถและจ่ายไฟให้ไฟหน้า/หน้าจอ 2. แบตเตอรี่ลูกใหญ่ (Traction Battery) ที่ต้องชาร์จไฟจากตู้ชาร์จเพื่อใช้ในการขับเคลื่อน มักติดตั้งไว้ใต้ท้องรถ โดยสามารถแบ่งเป็นประเภทหลัก ๆ ตามสารเคมีภายใน ได้แก่

    • Lithium-ion (NMC/NCA)

      แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบ NMC และ NCA มีน้ำหนักเบา เก็บพลังงานได้มาก และจ่ายกำลังไฟได้สม่ำเสมอ ทำให้รถไฟฟ้าวิ่งได้ไกลและตอบสนองอย่างฉับไว เหมาะสำหรับรถที่ต้องการความแรงและการขับขี่ที่คล่องตัว
    • Lithium Iron Phosphate (LFP)

      เป็นแบตเตอรี่ที่มีความทนทานและความปลอดภัยต่อความร้อน รวมถึงมีอายุการใช้งานยาวนานแม้ความจุไฟต่อขนาดจะน้อยกว่าชนิดอื่น จึงเหมาะกับรถที่ใช้งานหนักหรือวิ่งเป็นประจำ
    • Solid-State Battery

      แบตเตอรี่ที่ใช้อิเล็กโทรไลต์แบบแข็ง ช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการเกิดความร้อน และรองรับการเก็บพลังงานได้มากขึ้น อีกทั้งยังชาร์จได้รวดเร็วกว่าแบตเตอรี่ทั่วไป จึงได้รับการจับตามองว่าอาจเป็นมาตรฐานใหม่ของเทคโนโลยีรถไฟฟ้าในอนาคต

ตารางสรุปประเภทแบตเตอรี่รถยนต์และคุณสมบัติ

ประเภทของแบตเตอรี่รถยนต์ถูกพัฒนามาให้รองรับรูปแบบการใช้งานที่ต่างกัน ทั้งด้านกำลังไฟ ความทนทาน และระบบของแต่ละรุ่น โดยตารางด้านล่างช่วยสรุปเทคโนโลยี จุดเด่น และการใช้งานที่เหมาะสมของแต่ละประเภทให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น

กลุ่มหลักประเภทคุณสมบัติเด่นข้อควรระวัง / ความเหมาะสม
1. แบตเตอรี่รถทั่วไป
(ไม่มีระบบ Start-Stop)

เติมน้ำกลั่นราคาถูกที่สุด และมีความทนทานต่อความร้อนในห้องเครื่องได้ดีมากต้องดูแลรักษา เติมน้ำกลั่นอย่างน้อยเดือนละครั้ง หากปล่อยแห้งจะเสียหายทันที
กึ่งแห้ง (MF)ดูแลรักษาง่าย เช็กน้ำกลั่นเพียงปีละ 1-2 ครั้ง ราคาปานกลางยังมีโอกาสน้ำกลั่นแห้งได้หากใช้งานหนักหรือจอดในที่ร้อนจัด
แห้ง (SMF)สะดวกที่สุด ไม่ต้องดูแลตลอดอายุการใช้งาน ติดตั้งง่ายและไม่เลอะเทอะราคาสูงกว่าสองแบบแรก และไม่ทนต่อความร้อนสูงเท่าแบบน้ำ
2. รถสมรรถนะสูง
(มีระบบ Start-Stop)
EFBฝาปิดสนิท ออกแบบแผ่นธาตุให้ทนทาน รองรับการสตาร์ทบ่อยได้มากกว่าปกติ 2-3 เท่าเหมาะสำหรับรถยนต์ที่มีระบบ Start-Stop และระบบจัดการไดชาร์จ (AMS)
AGMเทคโนโลยีระดับสูงสุด ใช้แผ่นใยแก้วซับน้ำกรด ทนทานกว่าแบตทั่วไป 3-4 เท่าเหมาะสำหรับ รถยุโรป (เช่น BMW, Benz) หรือ Supercar ที่มีระบบซับซ้อน
3. รถ EV และไฮบริด
(สำหรับขับเคลื่อน)
Lithium-ionน้ำหนักเบา เก็บพลังงานได้มาก จ่ายไฟสม่ำเสมอ รถวิ่งได้ไกลและตอบสนองไวเหมาะสำหรับรถที่ต้องการความแรงและการขับขี่ที่คล่องตัว
LFPทนทาน ปลอดภัยต่อความร้อน และมีอายุการใช้งานยาวนานความจุไฟต่อขนาดน้อยกว่าชนิดอื่น เหมาะกับรถใช้งานหนัก
Solid-Stateใช้อิเล็กโทรไลต์แบบแข็ง ปลอดภัยสูง ลดความเสี่ยงเรื่องความร้อน ชาร์จเร็วเทคโนโลยีที่ถูกจับตามองว่าเป็นมาตรฐานใหม่ในอนาคต

สัญญาณเตือนแบตเตอรี่รถยนต์เสื่อมสภาพ

หลายคนมักเข้าใจผิดว่าอาการแบตเตอรี่เสื่อม มีแค่สตาร์ทไม่ติดเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วรถยนต์จะส่งสัญญาณเตือนคุณมาก่อนหน้านั้น ถ้าสังเกตให้ดีจะพบความผิดปกติอื่น ๆ เช่น

  • ระบบไฟทำงานช้าลง สังเกตได้จากกระจกไฟฟ้าที่เลื่อนขึ้น-ลงช้ากว่าปกติ หรือเสียงแตรที่ฟังดูไม่มีแรงและเพี้ยนไปจากเดิม
  • ไฟหน้าไม่สว่างเท่าเดิม โดยเฉพาะช่วงรถติดหรือรอบเดินเบา ไฟหน้าจะดูหรี่ลงอย่างเห็นได้ชัด และจะกลับมาสว่างเมื่อเร่งเครื่อง
  • ระบบอิเล็กทรอนิกส์รวน สำหรับรถรุ่นใหม่ที่มีระบบไฟฟ้าเยอะ ๆ อาจเจออาการแปลก ๆ เช่น ไฟหน้าปัดกะพริบ ระบบแอร์ไม่เย็นฉ่ำตอนรถจอดนิ่ง หรือระบบ Start-Stop ไม่ทำงาน
  • เสียงสตาร์ทเอื่อย ๆ ยาวนานขึ้น

จอดนาน ดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ด้วยเครื่องชาร์จ CTEK

เครื่องแบตเตอรี่รถยนต์ CTEK รองรับการชาร์จได้ทุกประเภทแบตเตอรี่

การดูแลแบตเตอรี่รถยนต์เป็นการป้องกันปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อให้ระบบไฟฟ้าของรถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด โดยเฉพาะรถยนต์ที่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ซับซ้อน ที่มีความละเอียดอ่อน เสียง่ายและค่าใช้จ่ายในการซ่อมสูง การปล่อยให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพหรือไฟอ่อนบ่อยครั้ง นอกจากจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมไวแล้ว อาจทำให้กล่อง ECU และอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในรถเสียได้ง่าย

โดย CTEK ถูกออกแบบมาเพื่อดูแลแบตเตอรี่รถขนาด 12 โวลต์ ที่ใช้ในการสตาร์ทเครื่องยนต์และจ่ายไฟระบบอิเล็กทรอนิกส์ในรถยนต์สันดาป หรือแบตฯ ลูกเล็กขนาด 12V ในรถยนต์ EV เท่านั้น ไม่ใช่ EV Charger ที่ชาร์จไฟกระแสสูงเข้าแบตเตอรี่ขับเคลื่อนของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งแบตเตอรี่ลูกเล็กรถ EV ก็มักเจอปัญหาแบบเดียวกันแบตเตอรี่ชนิดอื่น ๆ คือ จอดทิ้งไว้นานจนแบตหมด นำไปสู่การเสื่อมสภาพในที่สุด

ดูแลดีกว่าซ่อม สำหรับผู้ที่จอดรถทิ้งไว้นานหรือไม่ได้ขับต่อเนื่อง การมีที่ชาร์จแบตเตอรี่ CTEK ติดบ้านไว้ ถือเป็นวิธีดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยให้รถของคุณสตาร์ทติดง่ายพร้อมใช้งานตลอดเวลา และช่วยประหยัดค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่บ่อย ๆ แม้ไม่ค่อยได้ขับ

นอกจากนี้ CTEK ยังได้รับความไว้วางใจผลิตเครื่องชาร์จแบตฯ ให้กับรถยนต์ชั้นนำมากที่สุดในโลก เช่น Mercedes-Benz, Porsche, Rolls-Royce, Lamborghini, Ferrari, McLaren, Bentley, Maserati, BMW, Mini, Audi, Jaguar, Lexus, Koenigsegg, Chrysler, Jeep และอื่น ๆ อีกมากมาย

ดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ให้ใช้งานได้ยาวนาน สั่งซื้อ CTEK เลยวันนี้!

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้